Rogers asia thailand

หน้าแรก › ข่าวสารและบทความ

Shipping Services กับ Freight Forwarder ต่างกันอย่างไร 

เข้าใจข้อแตกต่างของบริการShipping Services กับ Freight Forwarder

สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า และ ส่งออกสินค้า คำว่า Shipping Services และ Freight Forwarder เป็นคำที่พบได้บ่อยในการขนส่งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ต้องส่งสินค้าออกไปยังต่างประเทศ หรือ นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย แม้ว่าทั้งสองคำจะเกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าเหมือนกัน แต่ในทางปฏิบัติ Shipping Services และ Freight Forwarder ไม่ได้มีหน้าที่เหมือนกันทั้งหมด เพราะแต่ละบริการมีขอบเขตการทำงาน กระบวนการประสานงาน และ บทบาทในห่วงโซ่โลจิสติกส์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นบทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า Shipping Services กับ Freight Forwarder ต่างกันอย่างไร? แต่ละบริการเหมาะกับธุรกิจประเภทไหน มีข้อดีข้อจำกัดอะไร และ ควรเลือกอย่างไรให้เหมาะกับรูปแบบการนำเข้า และ ส่งออกของธุรกิจ

ความหมาย และ บทบาทของแต่ละผู้ให้บริการ

เพื่อเห็นภาพรวมที่ชัดเจน เราต้องเริ่มต้นจากการแยกแยะนิยามทางเทคนิค และ บทบาทหน้าที่หลักของทั้งสองฝั่งออกจากกันก่อน

 1.Shipping Services (ชิปปิ้ง) คืออะไร?

ในบริบทการค้าของประเทศไทย คำว่า "Shipping" หรือ "ผู้ให้บริการชิปปิ้ง" มักถูกใช้ใน 2 ความหมายหลัก:

  • ผู้ขนส่งสินค้าโดยตรง : หมายถึงบริษัทที่เป็นเจ้าของยานพาหนะ และ เครื่องมือในการขนส่งโดยตรง เช่น สายการเรือ , สายการบินขนส่งสินค้า , บริษัทรถบรรทุก หรือ บริการขนส่งด่วนระหว่างประเทศ
  • ตัวแทนผ่านพิธีการศุลกากร : ในวงการการค้าไทย คำว่า "ชิปปิ้ง" มักหมายถึง ผู้เชี่ยวชาญที่ทำหน้าที่ดำเนินเอกสาร และ เคลียร์สินค้าออกจากด่านศุลกากร ทั้งขาเข้า และ ขาออก

หน้าที่หลักของ Shipping Services:

  • ดำเนินพิธีการศุลกากร พิกัดอัตราอากรเซิฟเวอร์ และ สิทธิประโยชน์ทางภาษี (เช่น FTA, Form E, Form C/O)
  • ขนส่งสินค้าตามเส้นทาง และ ยานพาหนะที่กำหนดไว้ชัดเจน (A ไปยัง B)
  • ทำหน้าที่ประสานงาน ณ ด่านตรวจสินค้า ท่าเรือ ท่าอากาศยาน หรือ ด่านชายแดน
  1. Freight Forwarder (เฟรทฟอร์เวิร์ดเดอร์) คืออะไร?

Freight Forwarder คือ "สถาปนิกแห่งการขนส่ง" หรือ ผู้บริหารจัดการโลจิสติกส์แบบครบวงจร โดยทั่วไป Freight Forwarder จะไม่ได้เป็นเจ้าของยานพาหนะ (เรือ, เครื่องบิน, รถบรรทุก) เองโดยตรง แต่มักทำหน้าที่เป็น "ตัวกลางผู้จัดการ" ที่รวบรวมโซลูชันจากหลายๆ ผู้ให้บริการขนส่งเข้ามาประกอบเป็นห่วงโซ่อุปทานเดี่ยวให้กับลูกค้า

หน้าที่หลักของ Freight Forwarder:

  • วางแผน และ ออกแบบเส้นทางการขนส่งแบบ Multi-modal Transport (การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ)
  • เจรจาต่อรอง และ จัดหาระวางสินค้าจากสายเรือ สายการบิน และ บริษัทรถบรรทุกเพื่อให้ได้ราคารวมที่คุ้มค่าที่สุด
  • ออกเอกสารการขนส่งของตนเอง เช่น House Bill of Lading (HBL) หรือ Air Waybill (HAWB)
  • บริหารจัดการการรวมตู้สินค้าสำหรับผู้ส่งออกรายย่อย
  • จัดทำประกันภัยสินค้า และ คลังสินค้าชั่วคราว

เจาะลึกความแตกต่าง 5 มิติหลัก

เพื่อให้เห็นความแตกต่างอย่างเป็นรูปธรรม สามารถพิจารณาผ่าน 6 มิติหลักในการดำเนินธุรกิจ ดังนี้:

1.ยานพาหนะ และ สินทรัพย์ 

  • Shipping Services: มีสินทรัพย์ หรือ ยึดโยงกับขีดความสามารถเฉพาะตัวสูง เช่น สายเรือมีเรือคอนเทนเนอร์ สายการบินมีเครื่องบินการ์โก้ หรือ บริษัทชิปปิ้งในไทยมีหัวลาก และ ทีมงานประจำด่านศุลกากร
  • Freight Forwarder: เน้นการใช้ "พันธมิตรทางธุรกิจ" ไม่ผูกติดกับยานพาหนะของค่ายใดค่ายหนึ่ง จึงมีความยืดหยุ่นสูงในการปรับเปลี่ยนสายเรือ หรือ สายการบินเมื่อเกิดวิกฤต เช่น ปัญหาท่าเรือแออัด หรือ สงครามการเมืองในบางเส้นทาง

2.ขอบเขต และ ระยะทางของบริการ 

  • Shipping Services: มักเน้นไปที่จุดต่อจุด เช่น ขนส่งจากพอร์ตกรุงเทพฯ ไปยังพอร์ตเซี่ยงไฮ้ หรือ เน้นเฉพาะงานพิธีการศุลกากร ณ ด่านเฉพาะแห่ง
  • Freight Forwarder: ครอบคลุมแบบ Door-to-Door หรือ End-to-End ตั้งแต่รับสินค้าหน้าโรงงานผู้ผลิตในต่างประเทศ (Ex-Works), เคลียร์ศุลกากรขาออก, ขนส่งข้ามประเทศ, เคลียร์ศุลกากรขาเข้า จนถึงส่งมอบเข้าคลังสินค้าของผู้รับปลายทาง
  1. การออกเอกสารการขนส่ง 
  • Shipping Services: สายการขนส่งโดยตรงจะออกใบตราส่งหลักเรียกว่า Master Bill of Lading (MBL) หรือ Master Air Waybill (MAWB)
  • Freight Forwarder: มีอำนาจตามกฎหมายในการออกใบตราส่งของตนเองเรียกว่า House Bill of Lading (HBL) หรือ House Air Waybill (HAWB) ให้กับเจ้าของสินค้า ทำให้การจัดการเอกสาร L/C กับธนาคารมีความยืดหยุ่น และ สะดวกรวดเร็วขึ้น
  1. ความรับผิดชอบ และ การประกันภัย 
  • Shipping Services : มีขอบเขตความรับผิดชอบจำกัดตามกฎหมายการขนส่งทางทะเล/ทางอากาศระหว่างประเทศ ซึ่งมักชดเชยตามน้ำหนักสินค้า ไม่ใช่ตามมูลค่าจริงของสินค้า
  • Freight Forwarder: สามารถบริหารความเสี่ยงให้ลูกค้าได้ดีกว่า โดยทำหน้าที่เป็นคู่สัญญาโดยตรงกับเจ้าของสินค้า ออกเอกสารรับรอง และ แนะนำ หรือ จัดหา Marine Cargo Insurance ที่คุ้มครองมูลค่าสินค้าแบบ 100%
  1. โครงสร้างราคา และ ต้นทุน
  • Shipping Services: คิดค่าบริการตามอัตราค่าขนส่งมาตรฐาน บวกกับค่าธรรมเนียมท้องถิ่น เช่น THC (Terminal Handling Charge) หรือ คิดค่าบริการพิธีการศุลกากรเป็นรายชิ้น/รายใบขน 
  • Freight Forwarder: สามารถทำราคาแบบ All-in Rate หรือ เสนอราคาเหมาจ่ายรวมค่าดำเนินการ เอกสาร ค่าระวาง และ ค่าขนส่งในท้องถิ่น ทำให้ผู้ประกอบการคำนวณต้นทุนต่อหน่วยได้ง่ายขึ้น

เมื่อสรุปให้เข้าใจง่ายที่สุด Shipping Services คือกลุ่มบริการที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง และกระบวนการสนับสนุนการนำเข้า–ส่งออก ซึ่งขอบเขตบริการอาจแตกต่างกันไปตามผู้ให้บริการ ส่วน Freight Forwarder มีบทบาทเป็นผู้จัดการ และ ประสานงานการขนส่งสินค้า โดยสามารถช่วยตั้งแต่การวางแผนเส้นทาง จองระวาง จัดการเอกสาร ประสานงานศุลกากร ติดตามสินค้า ไปจนถึงจัดส่งสินค้าไปยังปลายทาง ขึ้นอยู่กับขอบเขตบริการของแต่ละบริษัท ดังนั้น หากธุรกิจมีทีม Logistics ที่แข็งแรง และ ต้องการเพียงบริการบางส่วน การเลือก Shipping Services เฉพาะด้านอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า หากสนใจบริการเราขอแนะนำ บริษัท โรเจอร์ กรุงเทพ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ Shipping Servicesได้มาตรฐาน อีกทั้งยังมีบริการอื่นๆอย่างมืออาชีพ ทั้งยังมีบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และ ประสบการณ์ ในการขนส่งทุกชนิดโดยเฉพาะ อีกทั้งยังมี ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา ทางด้านการขนส่ง ได้หลากหลายประเภท สามารถขอคำแนะนำกับทางเราได้ตลอดเวลา ทางเรามีทีมงานคอยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับลูกค้าได้อย่างทันที เราจึงมั่นใจว่าจะบริการทุกธุรกิจได้อย่างราบรื่นนั้นเอง 


ติดต่อสอบถาม

Website : https://www.rogers-thailand.com/th/

Facebook : https://shorturl.asia/USdpj

E-mail : infoth@rogers-asia.com

Tel : 02 752 6417

Powered by Froala Editor

Powered by Froala Editor

Powered by Froala Editor

Powered by Froala Editor

Powered by Froala Editor