อีคอมเมิร์ซกับการเลือกใช้ Air Freight และ Sea Freight
ทำไมธุรกิจอีคอมเมิร์ซ จึงควรพิจารณาการใช้การขนส่ง Air Freight Sea Freight
ในยุคปัจจุบันที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว การจัดการขนส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าอย่างรวดเร็ว และ มีประสิทธิภาพนั้น คือ ปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ทางธุรกิจออนไลน์ไม่ว่าจะขนาดเล็ก หรือ ใหญ่ ต่างต้องพึ่งพาระบบโลจิสติกส์ที่มีความยืดหยุ่น โดยเฉพาะการเลือกช่องทางขนส่งระหว่าง Air Freight (ขนส่งทางอากาศ) และ Sea Freight (ขนส่งทางทะเล) ซึ่งเป็นหัวใจของการค้าระหว่างประเทศ โดยแต่ละวิธีมีข้อดี ข้อจำกัด และ ต้นทุนที่แตกต่างกัน การเข้าใจถึงความเหมาะสมของแต่ละรูปแบบจะช่วยให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซสามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด และลดความเสี่ยงในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทำความเข้าใจ Air Freight Sea Freight คืออะไร
- Air Freight (ขนส่งทางอากาศ)
ต้องเข้าใจก่อนว่า Air Freight นั้นหมายถึงการขนส่งสินค้าผ่านเครื่องบินโดยสาร หรือ เครื่องบินขนส่งสินค้า โดยมีจุดเด่น คือ มีความรวดเร็ว จึงเหมาะสำหรับสินค้าที่ต้องการความเร่งด่วน เช่น สินค้าแฟชั่นตามเทรนด์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ สินค้าที่มีมูลค่าสูง
ซึ่งข้อดีของ Air Freight นั้น เช่น มีความเร็วสูง ใช้เวลาเพียง 1–5 วันในการขนส่งข้ามทวีป , ช่วยลดความเสี่ยงในการเสียหาย หรือ สูญหายของสินค้า , มีระบบติดตามสถานะสินค้าแบบเรียลไทม์ จึงเหมาะกับสินค้าที่มีอายุสั้น เช่น อาหารสด ดอกไม้ หรือ ยา เป็นต้น
แต่ก็ข้อจำกัดของ Air Freight ก็มี เช่น ค่าขนส่งสูงมากเมื่อเทียบกับ Sea Freight , มีข้อจำกัดเรื่องน้ำหนัก และ ขนาดของสินค้า และ สามารถบรรทุกได้น้อย จึงเหมาะกับสินค้าชิ้นเล็ก หรือ มีมูลค่าสูง - Sea Freight (ขนส่งทางทะเล)
Sea Freight นั้นจะเป็นการขนส่งสินค้าด้วยเรือบรรทุกสินค้า ที่เหมาะสำหรับสินค้าปริมาณมาก น้ำหนักมาก หรือ สินค้าที่ไม่ต้องเร่งเวลา เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องจักร หรือ สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป
ซึ่งข้อดีของ Sea Freight นั้นมีมากมาย เช่น มีค่าขนส่งถูกมาก เหมาะสำหรับสินค้าจำนวนมากๆ , สามารถขนสินค้าน้ำหนักมากได้โดยไม่มีข้อจำกัด , ช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยสินค้าได้ และ มีบริการขนส่งหลายประเภท เช่น FCL (Full Container Load) และ LCL (Less than Container Load)
แต่ก็มีข้อจำกัดของ Sea Freight เช่น ต้องใช้เวลาขนส่งนาน (15–45 วัน ขึ้นอยู่กับระยะทาง) , เสี่ยงต่อความล่าช้าจากสภาพอากาศ หรือ ปัญหาทางท่าเรือ , ขั้นตอนเอกสารซับซ้อนกว่าทางอากาศ และ การติดตามสถานะอาจล่าช้า หรือ ไม่ละเอียดเท่า Air Freight
ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการเลือก Air Freight Sea Freight
- ระยะเวลาในการจัดส่ง
หากสินค้าต้องการส่งด่วน หรือ มีความสำคัญด้านเวลา เช่น สินค้าตามเทศกาล นั้นควรเลือกใช้การขนส่งแบบ Air Freight แต่ถ้ามีการวางแผนล่วงหน้า และ เน้นการลดต้นทุนเป็นหลักควรเลือกการขนส่งแบบ Sea Freight ซึ่งจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า - ต้นทุนรวมของการขนส่ง
แม้ค่าขนส่งทางอากาศจะแพงกว่า แต่หากพิจารณาความเร็ว และ การลดโอกาสสินค้าค้างสต็อก Air Freight อาจช่วยให้ต้นทุนโดยรวมคุ้มค่าขึ้น แต่ในขณะที่ Sea Freight นั้นเหมาะสำหรับการสั่งซื้อครั้งละมาก ๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายต่อหน่วย - ประเภทสินค้า
สำหรับสินค้าบางประเภท เช่น แบตเตอรี่ ลิเธียม หรือ สารเคมี จะไม่สามารถส่งของทาง Air Freight ได้ จะต้องใช้ Sea Freight เพียงเท่านั้น - 4. ความเสี่ยงจากความเสียหาย
- Air Freight นั้นมีการควบคุมอุณหภูมิ และ แรงกระแทกที่ดีกว่า จึงเหมาะสำหรับสินค้าที่เปราะบาง
แต่ในทางตรงกันข้าม Sea Freight แม้จะมีต้นทุนต่ำ แต่การขนถ่ายอาจเพิ่มความเสี่ยงในการชำรุดได้ - 5. การบริหารสต็อกสินค้า
- สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มีคลังสินค้าขนาดใหญ่ และ ระบบบริหารจัดการที่ดี สามารถใช้ Sea Freight เพื่อลดต้นทุนจะดีกว่า แต่หากต้องการสินค้าหมุนเวียนเร็ว หรือ ขายแบบตามออเดอร์ (Made to Order) การใช้ Air Freight จะตอบโจทย์กว่านั้นเอง
การผสมผสาน (Hybrid Logistics): ทางเลือกใหม่ของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
โดยหลายๆบริษัทเลือกใช้วิธีผสมผสานระหว่าง Air Freight Sea Freight เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่าง “ความเร็ว” และ “ต้นทุน” เช่น ใช้ Sea Freight สำหรับสินค้าสำรองในคลัง และ ใช้ Air Freight สำหรับสินค้าขายดี หรือ ที่มีความต้องการเร่งด่วน ซึ่งแนวทางนี้จะยิ่งช่วยให้การขนส่งมีความยืดหยุ่น และ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทุกสถานการณ์มากกว่า
จากที่กล่าวมาจะพบว่าไม่มีคำตอบที่ตายตัวว่าช่องทางใด “ดีที่สุด” เพราะขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ และความสำคัญของเวลา หากต้องการ “ความรวดเร็ว และ ความปลอดภัย” — Air Freight คือ คำตอบที่เหมาะสม แต่ถ้าเน้น “ต้นทุนต่ำ และ ปริมาณมากๆ” — Sea Freight คือ ทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด โดยหลายๆคนแนะนำว่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซยุคใหม่ควรผสมผสานทั้งสองรูปแบบ และ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการโลจิสติกส์ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน
ดังนั้นหากสนใจขนส่งสินค้าทั้งทาง Air Freight Sea Freight ที่มีประสิทธิภาพเราขอแนะนำ บริษัท โรเจอร์ กรุงเทพ จำกัด ซึ่งมีบริการ Air Freight Sea Freight ที่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังมีบริการโลจิสติกส์ และ มีบริการอื่นๆอย่างมืออาชีพ ทั้งยังมีบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และ ประสบการณ์ ในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทุกชนิดโดยเฉพาะ อีกทั้งยังมี ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา ทางด้านการขนส่งสินค้า ได้หลากหลายประเภท สามารถขอคำแนะนำกับทางเราได้ตลอดเวลา ทางเรามีทีมงานคอยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับลูกค้าได้อย่างทันที เราจึงมั่นใจว่าจะบริการทุกธุรกิจได้อย่างราบรื่นนั้นเอง
Website : https://www.rogers-thailand.com
Facebook : Rogers Thailand
E-mail : infoth@rogers-asia.com
Tel : 02 752 6417
Line : @rogersthailand
Powered by Froala Editor
Powered by Froala Editor
Powered by Froala Editor